สวัสดีวันแม่: เมื่อ “แม่” ยุค AI คือพลังขององค์กร
สวัสดีวันแม่: เมื่อ “แม่” ยุค AI คือพลังขององค์กร
ปรียา พลอยระย้า
นักวิจัยประจำศูนย์วิจัยความสุขคนทำงานแห่งประเทศไทย
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม
มหาวิทยาลัยมหิดล
ศูนย์วิจัยความสุขคนทำงานแห่งประเทศไทย
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (2568) เผยให้เห็นว่า
แม่ยุค AI ไม่ได้ “เก่ง” เพียงภายในบ้าน
แต่ยังเป็นพลังสำคัญของโลกการทำงาน ผู้หญิงจำนวนมากต้องรับบทบาททั้ง
ลูกสาว ภรรยา และแม่ ควบคู่ไปกับสู่บทบาทของ “คนทำงาน”
ที่ขับเคลื่อนเป้าหมายทางอาชีพ สร้างคุณค่าให้กับองค์กร
และมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มผลิตภาพขององค์กรไปพร้อมกัน แม่ยุคใหม่จึงไม่ได้เพียง
“เก่ง” ในการดูแลครอบครัว หากยังเป็นพลังสำคัญของทั้ง “ครอบครัวมีสุข” และ
“องค์กรแห่งความสุข” ที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
“อะไรคือฐานรากที่ช่วยให้ผู้หญิงที่มีบทบาททั้งภรรยา
แม่ และคนทำงาน สามารถประคับประคองบทบาทที่หลากหลายเหล่านี้ให้เดินหน้าไปพร้อมกันได้?” ท่ามกลางภาระ
หน้าที่ อันหนักอึ้งให้ดำเนินไปอย่าง ราบรื่น สนุกสนาน และออกดอกออกผลอย่างคุ้มค่า
บนความรับผิดชอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงไม่เพียง
“รับมือ” กับทุกบทบาท แต่ยังสามารถเติบโต มีพลัง
และสร้างคุณค่าให้กับทั้งครอบครัวและองค์กรได้อย่างยั่งยืน
ผลสำรวจคนทำงาน ปี
2568 ชี้ไปที่ Work-Life
Balance ของ “คนเป็นแม่”
ศูนย์วิจัยความสุขคนทำงานแห่งประเทศไทย
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการสำรวจระดับประเทศด้านสุขภาวะ
ความอยู่ดีมีสุข และการเพิ่มผลิตภาพในการทำงานขององค์กรแห่งความสุขในประเทศไทย
พ.ศ. 2568
จากกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงวัยทำงานกว่า 6,653 คน ชี้ชัดว่า เมื่อ
“มีลูก” ไม่ได้แปลว่า Work-Life Balance ของ “แม่”
ต้องแย่ลงเสมอไป
แม้ว่า ข้อมูลในภาพรวมคนทำงานทั้งหมด
พบว่า กลุ่มที่มีลูกมีค่าคะแนน Work-Life Balance หรือ
สมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่มีลูก แต่เมื่อวิเคราะห์แยกตามเพศ
พบว่า กลุ่มผู้หญิงที่มีลูก มีค่าคะแนน Work-Life Balance (56.3 คะแนน) สูงกว่า ผู้หญิงที่ไม่มีลูก (52.9 คะแนน) หรือสูงกว่า 3.4 คะแนน ขณะเดียวกัน ผู้หญิงที่มีลูกยังมีคะแนน
Engagement หรือความผูกพันต่อองค์กร สูงกว่า ผู้หญิงที่ไม่มีลูก
คือค่าคะแนน ระหว่าง 64.7 เทียบกับ 60.9
คะแนน ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผู้หญิงที่มีลูก ยังมีค่าคะแนน ด้าน Productivity
หรือ ผลิตภาพองค์กร 7.1 จาก 10 คะแนน สูงกว่ากลุ่มผู้หญิงที่ไม่มีลูกที่มีค่าคะแนนอยู่ที่ 6.9
ข้อมูลจากการสำรวจครั้งนี้ชวนให้ตั้งคำถามใหม่ว่า
แท้จริงแล้ว “การมีลูก”
อาจไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงมีความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานลดลงโดยอัตโนมัติ
หากแต่ประสบการณ์ชีวิต บริบทครอบครัว ความสัมพันธ์ ตลอดจนเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
อาจมีส่วนสำคัญต่อการรับรู้และการจัดสมดุลชีวิตของคนทำงานมากกว่า ข้อค้นพบดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงคำตอบของการสำรวจ
หากยังเป็น โจทย์สำคัญสำหรับการศึกษาต่อไป ว่า
“ความเป็นแม่และการมีลูก ≠
ชีวิตการทำงานแย่ลง จริงหรือ?”
คำถามสำคัญจากการสำรวจครั้งนี้
จึงไม่ใช่เพียงว่า “แม่เสียสละเพื่อครอบครัวมากแค่ไหน” แต่คือ สังคมและสถานที่ทำงานกำลังสร้างเงื่อนไขให้แม่สามารถทำงานและดูแลครอบครัวไปพร้อมกันได้อย่างมีความสุขหรือไม่
เพราะในทุกวันที่ 12
สิงหาคมของทุกปี สังคมไทยมักกล่าวถึง “แม่” ในฐานะผู้ให้ ผู้เสียสละ
และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนในครอบครัว แต่ในโลกการทำงานยุคใหม่
การยกย่องความเสียสละของแม่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามควบคู่กัน คือ เราจะสร้างครอบครัวที่มีความสุขและองค์กรที่เอื้อต่อชีวิตอย่างไร
เพื่อให้แม่ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างความสำเร็จในการทำงานกับความสุขของครอบครัว
แม่ไม่ได้มีเพียง
“ภาระ” แต่ยังมี “พลัง” จากความสัมพันธ์และความหมายของครอบครัว
สิ่งสำคัญคือ
การเป็นแม่ยุค AI
ไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของภาระ เพราะครอบครัวสามารถเป็นทั้งแหล่งของความรับผิดชอบและแหล่งของพลังใจ
ความหมาย และแรงสนับสนุนในการดำเนินชีวิต ดังนั้น
การสร้างสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรต่อครอบครัวจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ
“การช่วยเหลือแม่”
แต่เป็นการสร้างระบบที่ทำให้คนทำงานสามารถนำบทบาทในชีวิตส่วนตัวและบทบาทในการทำงานมาอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล
เพราะในโลกการทำงานปัจจุบัน ความคาดหวังต่อคนทำงานไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำงานให้สำเร็จ
แต่ยังรวมถึงการมีสุขภาพจิตที่ดี มีเวลาให้ครอบครัว มีเวลาพักผ่อน
และสามารถดำเนินชีวิตในมิติอื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสม เมื่อพิจารณาจากผลสำรวจระดับประเทศ
Work-Life
Balance เป็นหนึ่งในมิติสำคัญที่สะท้อนโจทย์สุขภาวะของคนทำงานไทย
ขณะที่ Mental Health ก็เป็นอีกประเด็นที่ไม่ควรถูกมองข้ามสำหรับแม่ยุค AI ที่ต้องรับผิดชอบทั้งงานและครอบครัว การมี “ทางเลือก”
ในการจัดการชีวิตจึงมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น
การทำงานจากสถานที่อื่นได้ในบางโอกาส การมีสิทธิลาเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัว
หรือการมีหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานที่เข้าใจบริบทชีวิตของกันและกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่
“สิทธิพิเศษสำหรับแม่” แต่คือ องค์ประกอบขององค์กรที่ออกแบบการทำงานโดยคำนึงถึงความเป็นมนุษย์
Work-Life
Balance จึงไม่ใช่เรื่องของ “แม่” เพียงคนเดียว แต่เป็นโจทย์ของ ครอบครัว
องค์กร และสังคม
การบอกว่า
“รักแม่” หรือมอบดอกมะลิให้แม่ยังคงเป็นสิ่งที่มีความหมาย
แต่สำหรับแม่ที่ต้องทำงานในทุกวัน การแสดงความรักอาจมีความหมายมากขึ้น
หากสังคมช่วยทำให้ชีวิตของแม่ไม่ต้องเต็มไปด้วยการเลือกระหว่างสิ่งสำคัญสองด้าน แม่ไม่ควรต้องเลือกระหว่างการเป็นคนทำงานที่ดี
กับการเป็นแม่ที่ดี และในทำนองเดียวกัน
คนเป็นพ่อก็ไม่ควรถูกคาดหวังให้มีบทบาทเพียง “ผู้หารายได้”
แต่ควรมีโอกาสและเวลาที่จะมีส่วนร่วมกับครอบครัวเช่นกัน ดังนั้นโจทย์ของ เพราะผลสำรวจคนทำงานไทยกว่า
10,000
คน กำลังชวนให้เรามองความเป็นแม่ในมุมใหม่ว่า การมีลูกไม่ได้หมายความว่าคนทำงานจะต้องสูญเสียความสุข
ความผูกพัน หรือความสามารถในการทำงานเสมอไป
หากคนคนนั้นได้รับเงื่อนไขและการสนับสนุนที่เหมาะสม
12 สิงหาคม 2569 | วันแม่แห่งชาติ
เพราะการรักแม่ไม่ควรมีแค่วันเดียว
แต่ควรเริ่มจากการสร้างสังคมที่ทำให้แม่
ไม่ต้องเลือกระหว่าง “งาน” หรือ
“ครอบครัว”
ข้อมูลจาก
ผลการสำรวจระดับประเทศแฮปปีโนมิเตอร์
ประจำปี 2568: สุขภาวะ ความเป็นอยู่ที่ดี
และการเพิ่มผลิตภาพในการทำงานขององค์กรแห่งความสุขในประเทศไทย โดยศูนย์วิจัยความสุขคนทำงานแห่งประเทศไทย
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
แหล่งอ้างอิง
ศูนย์วิจัยความสุขคนทำงานแห่งประเทศไทย.
(2568).
ผลการสำรวจระดับประเทศแฮปปีโนมิเตอร์: การสำรวจระดับประเทศ
ประจำปี 2568 สุขภาวะ ความเป็นอยู่ที่ดี และการเพิ่มผลิตภาพในการทำงานขององค์กรแห่งความสุขในประเทศไทย. สืบค้นจาก www.happinometer.com
กรมประชาสัมพันธ์. (2569, 21 กรกฎาคม). ครม.เห็นชอบให้วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี
เป็นวันสำคัญของชาติไทย และวันหยุดราชการประจำปี.
สืบค้นจาก
https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/524338?utm